แนะหลีกเลี่ยงเมนู ตับสด – ไม่สุก เสี่ยง ‘ติดเชื้อ – พยาธิ – ไข้หูดับ’

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เตือนกินตับสดไม่สะอาด เสี่ยงติดเชื้อ และเกิดพยาธิต่าง ๆ หากเป็นตับหมู อาจทำให้เสี่ยงรับเชื้อแบคทีเรียได้

ข่าว พร้อมแนะทุกเมนูควรปรุงด้วยความร้อนให้สุกอย่างทั่วถึง ด้วยอุณหภูมิตั้งแต่ 70 องศาเซลเซียสขึ้นไป เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 5 นาที ปลอดภัยกว่าและไม่เสี่ยงโรค นายแพทย์อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอคลิปสาวรีวิวเปิบพิสดารซอยจุ๊กินตับวัวทั้งก้อน กัดกันสด ๆ นั้น เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรเลียนแบบเพราะมีความเสี่ยงการติดเชื้อและเกิดพยาธิชนิดต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะหากเป็นตับหมูดิบที่ไม่ได้ผ่านการปรุงสุกมาก่อน หรือแบบสุก ๆ ดิบ ๆ จะทำให้เสี่ยงต่อการได้รับเชื้อแบคทีเรียสเตร็ปโตค็อกคัส ซูอิส (Streptococcus suis) หรือ โรคไข้หูดับ ซึ่งหากได้รับเชื้อชนิดนี้จะทำให้มีอาการมีไข้ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน บางรายแสดงอาการไข้ร่วมกับมีผื่น อุจจาระร่วง บางรายติดเชื้อที่เยื่อหุ้มหัวใจ เยื่อหุ้มสมอง รวมถึงอาจทำให้ติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิตได้

แนะหลีกเลี่ยงเมนู ตับสด – ไม่สุก เสี่ยง ‘ติดเชื้อ

ขอแนะนำให้เลือกกินเมนูแบบปรุงสุกปลอดภัยกว่า และไม่เสี่ยงโรคด้วย “ทั้งนี้ ขอย้ำทุกเมนูอาหารที่ปรุงด้วยตับ ทั้งตับวัว ตับหมู และตับไก่ รวมทั้งอาหารทุกอย่างที่เป็นเนื้อสัตว์ให้ปลอดภัยนั้น

ควรผ่านการปรุงให้สุกโดยใช้ความร้อนให้อาหารสุกอย่างทั่วถึงด้วยอุณหภูมิตั้งแต่ 70 องศาเซลเซียสขึ้นไป เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 5 นาที ไม่ควรหยิบจับด้วยมือเพราะอาจทำให้เสี่ยงปนเปื้อน เชื้อโรคจากมือที่ไม่สะอาด แนะนำให้ใช้ช้อน ส้อม หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ในการหยิบจับแทน เพื่อสุขอนามัยที่ดี นอกจากนี้ ในส่วนการทำน้ำจิ้มควรล้างพริก รากผักชี และกระเทียมให้สะอาดก่อนนำมาปรุงประกอบ ข่าวสุขภาพ เมื่อทำเสร็จแล้วหากเก็บรักษาไม่ถูกวิธี อาจทำให้ท้องร่วงได้ ดังนั้น หลังจากปรุงน้ำจิ้มเสร็จแล้วแต่ยังไม่กินทันที ให้เก็บไว้ในตู้เย็นหรือตู้แช่ที่มีอุณหภูมิประมาณ 5-10 องศาเซลเซียส และควรใช้ภาชนะสะอาดใส่น้ำจิ้ม เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรค พร้อมทั้งให้สังเกตสี กลิ่น และรสชาติ หากพบความผิดปกติไม่ควรกิน เพราะอาจทำให้เกิดโรคท้องร่วงได้” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว

แนวโน้มผู้ป่วยไข้เลือดออก-มาลาเรียสูงขึ้น ในปี 66

กรมควบคุมโรค เตือน แนวโน้มผู้ป่วยไข้เลือดออกและมาลาเรียสูงขึ้นในปี 2566 แนะนำกำจัดยุงอย่างถูกวิธี เน้นสิ่งแวดล้อมไม่ให้ยุงเกิด ป้องกันไม่ให้ยุงกัด

สุขภาพ หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีโดยไม่จำเป็น หากมีอาการป่วยไม่ซื้อยาลดไข้ในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) มารับประทานเองนพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยพบรายงานผู้ป่วยโรคติดต่อนำโดยยุงเพิ่มขึ้น ได้แก่ โรคไข้เลือดออกและโรคมาลาเรีย ข้อมูลจากรายงานในปี 2565 ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยไข้เลือดออกสะสม 45,145 ราย ซึ่งมากกว่าปี 2564 ถึง 4.5 เท่า ทั้งยังพบผู้ป่วยเสียชีวิตด้วยโรคไข้เลือดออกยืนยันถึง 31 ราย ส่วนโรคไข้มาลาเรีย ข้อมูลจากระบบมาลาเรียออนไลน์ในปี 2565 พบผู้ป่วยสะสม 10,174 ราย สูงกว่าปี 2564 ถึง 3 เท่า และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2566โดยจังหวัดที่พบผู้ป่วยสูงสุด ได้แก่ จังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน และกาญจนบุรี ส่วนใหญ่พบเป็นชาวต่างชาติ และมีผู้ป่วยเสียชีวิต 2 ราย โรคไข้ปวดข้อยุงลายพบผู้ป่วยสะสม 1,370 ราย ถึงแม้จะไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตแต่จำนวนผู้ป่วยโรคไข้ปวดข้อยุงลายนั้นสูงกว่าปี 2564 ถึง 2 เท่า โรคติดเชื้อไวรัสซิกา พบผู้ป่วยสะสม 66 ราย เป็นหญิงตั้งครรภ์ 20 ราย นอกจากนี้ยังพบทารกศีรษะเล็ก 1 ราย และโรคเท้าช้างพบผู้ป่วยใหม่เพิ่ม 4 รายนพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ยุงในประเทศไทยมีหลายชนิด ชนิดที่พบเป็นพาหะนำโรค ได้แก่ ยุงลายพาหะนำโรคไข้เลือดออก ไข้ปวดข้อยุงลาย และโรคติดเชื้อไวรัสซิก้า ยุงก้นปล่องพาหะนำโรคไข้มาลาเรีย ยุงเสือพาหะนำโรคเท้าช้าง และยุงรำคาญ พาหะนำโรคไข้สมองอักเสบ และโรคเท้าช้างบางประเภท ซึ่งยุงพาหะแต่ละชนิดมีชีวนิสัยและแหล่งเพาะพันธุ์ที่แตกต่างกัน วงจรชีวิตของยุงจะมี 4 ระยะ คือ ระยะไข่ ลูกน้ำ ตัวโม่ง และตัวเต็มวัย โดยระยะตัวเต็มวัยเพศเมียเป็นระยะที่กินเลือด เพื่อใช้ในการพัฒนาไข่ของยุง จึงทำให้เกิดการแพร่โรคติดต่อนำโดยยุงได้ การป้องกันควบคุมโรคให้ประสบผลสำเร็จ จะต้องมีมาตรการทั้งในมิติของคน เชื้อโรค ยุงพาหะ และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยใช้หลายๆ วิธีการร่วมกัน เช่น การลดแหล่งเพาะพันธุ์ โดยการจัดการสิ่งแวดล้อม การป้องกันไม่ให้ยุงกัด การใช้สารเคมีในการกำจัดยุง โดยเฉพาะในกรณีเกิดการระบาดของโรค

แนวโน้มผู้ป่วยไข้เลือดออก-มาลาเรียสูงขึ้น ในปี 66

และหากมีอาการป่วยหรือสงสัยว่าป่วยด้วยโรคติดต่อนำโดยยุงต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกต้อง

ไม่ซื้อยากินเองโดยเฉพาะยาในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน ไดโครฟีแนก แอสไพริน ข่าวสุขภาพ รวมถึงยาชุด ซึ่งมีผลทำให้เลือดออกในทางเดินอาหารได้ง่าย ยากต่อการรักษา ทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ พญ.ฉันทนา ผดุงทศ ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อนำโดยแมลง กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้สารเคมีในการป้องกันควบคุมยุงพาหะนำโรค เช่น การพ่นสารเคมีเพื่อกำจัดยุงตัวเต็มวัย มีความจำเป็นในการหยุดการแพร่ระบาดของโรคไม่ให้กระจายเป็นวงกว้าง และเพื่อป้องกันไม่ให้ยุงมีเชื้อไปกัดและแพร่โรคให้คนอื่นต่อไป ซึ่งการพ่นสารเคมี ต้องดำเนินการให้ถูกต้อง ทันท่วงที และได้มาตรฐาน ในขอบเขตการระบาดของโรค นอกจากนี้ ต้องทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำเพื่อป้องกันยุงตัวใหม่เกิดขึ้น โดยการพ่นนั้นต้องเลือกใช้สารเคมีและความเข้มข้นตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ และได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่พ่นบ่อยครั้งโดยไม่จำเป็น เพื่อป้องกันการดื้อของยุงต่อสารเคมี ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการควบคุมโรคในอนาคตและจากกระแสข่าวที่มีนักวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นนำเสนอรายงานวิจัยว่ายุงในพื้นที่ประเทศเวียดนาม และกัมพูชา มีการดื้อต่อสารเคมีในกลุ่มไพรีทอยด์ (Pyrethroid) นั้น เป็นการศึกษาเพื่อเป็นการเตือนให้ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชีย ตระหนักในการติดตามเฝ้าระวังยุงในพื้นที่ว่ามีการดื้อต่อสารเคมีหรือไม่ และเสนอให้มีการสลับสับเปลี่ยนสารเคมีกำจัดแมลงในการควบคุมยุงในส่วนกองโรคติดต่อนำโดยแมลง ได้ศึกษาประสิทธิภาพของสารเคมีกลุ่มไพรีทรอยด์ ที่ใช้ในการกำจัดยุงลายบ้าน ด้วยวิธีการพ่นหมอกควันและพ่น ULV จำนวน 12 พื้นที่ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ตาก พิจิตร นครปฐม ฉะเชิงเทรา มหาสารคาม อุดรธานี นครราชสีมา อุบลราชธานี พังงา สงขลา และกรุงเทพมหานคร พบว่าสารเคมียังมีประสิทธิภาพในการควบคุมยุงลายบ้านได้ดี สามารถฆ่ายุงลายบ้านได้มากกว่า 90% ทั้งนี้ ประเทศไทยได้แนะนำให้ใช้สารเคมีกำจัดแมลงสูตรผสมและใช้ความเข้มข้นตามมาตรฐาน ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกำจัดยุงได้อยู่แล้ว หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

แนะนำข่าวสุขภาพ อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กเลย : ปักหมุดชีวิต ลิขิตสุขภาพดี รับปี 2566 สร้างเสริมสุขภาวะที่ดีให้กับตนเอง

ปักหมุดชีวิต ลิขิตสุขภาพดี รับปี 2566 สร้างเสริมสุขภาวะที่ดีให้กับตนเอง

“ชีวิต” คือ การเดินทาง เดินทางสู่เป้าหมายที่แต่ละคนได้กำหนดไว้ แล้วคุณล่ะ ได้ปักหมุดหมายปลายชีวิตไว้บ้างแล้วหรือยัง

สุขภาพ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในวัยทำงาน คุณเคยวาดภาพตัวเอง เมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุหรือไม่ว่า จะเป็นคนสุขภาพปกติดีตามวัย หรือจะป่วยนอนติดเตียง หรือเป็นภาระให้ลูกหลาน แต่คนส่วนมาก มักจะวางเป้าหมายให้ชีวิตมีแต่ความมั่นคงทางการเงิน การงาน มากกว่าการวางเป้าหมาย หรือปักหมุดชีวิตด้านสุขภาพ ดร.สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการอิสระ และที่ปรึกษากรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) บอกว่า การวางเป้าหมายให้ตนเองมีสุขภาพดีในอนาคต โดยเฉพาะเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ เป็นความจำเป็นที่ทุกคนต้องทำ เพราะสุขภาพ ผู้สูงวัยจะดีหรือไม่ดีย่อมขึ้นอยู่กับการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะตั้งแต่วัยทำงาน อาจสายเกินไปที่จะมาเริ่มดูแลสุขภาพเมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไป “มาเริ่มกันเลยวันนี้ เอาฤกษ์ดีปีใหม่ เพื่อมอบเป็นของขวัญอันล้ำค่าให้กับตนเอง” ดร.สง่ากล่าว และว่า ก่อนที่จะปักหมุดให้ตนเองมีสุขภาพดีรับปีใหม่ ต้องค้นหาแรงบันดาลใจให้พบก่อน หากจะถามว่า คุณเคยเห็นพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หรือคนรอบข้างถูกตัดขา เพราะเป็นเบาหวานหรือไม่ เคยเห็นคนเป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ ปากเบี้ยว หรือชาไปครึ่งซีก นอนติดเตียง หรือเดินไม่ได้ต้องนั่งวีลแชร์ ตลอดชีวิตหรือไม่ เคยเห็นคนเส้นเลือดในสมองแตกตายตั้งแต่อายุยังไม่มากหรือไม่ คุณเคยไปงานศพคนที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งจนนับครั้งไม่ถ้วนใช่หรือเปล่า ถามตัวเองต่ออีกว่า เมื่อคุณเป็นผู้สูงอายุคุณต้องเป็นภาระให้ลูกหลานหรือไม่ และเงินทองที่คุณหาไว้ได้ในวันนี้ต้องเอาไปให้หมอใช่หรือไม่ ยิ่งคนที่มีฐานะทางการเงินไม่ดีจะเอาเงินที่ไหนไปรักษาตนเอง และบั้นปลายชีวิตคุณอยากมีอายุยืนที่สุขภาพดีแบบพึ่งพาตนเองได้ใช่หรือไม่ ดร.สง่ากล่าวว่า เราได้บทเรียนหลายอย่างจากโรคโควิด-19 เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา อย่างน้อยเราก็รู้ว่า คนที่ดูแลสุขภาพจนมีร่างกายที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย คือ คนที่มีภูมิคุ้มกันสูง จะมีโอกาสติดโควิด-19 น้อยกว่าคนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือแม้จะติดแต่อาการไม่รุนแรง ที่สำคัญโควิด-19 ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่โรคสุดท้าย ในช่วงชีวิตของคุณ คุณอาจจะต้องเผชิญกับโรคระบาดแปลก ๆ อีกมากมาย แล้วคุณมีความพร้อมที่จะรับมือกับมันไหวหรือไม่

ปักหมุดชีวิต ลิขิตสุขภาพดี รับปี 2566 สร้างเสริมสุขภาวะที่ดีให้กับตนเอง

“ทั้งหมดเป็นคำถามที่คุณต้องตอบ ตัวเอง มันคือภาพแห่งกาลอนาคตที่น่าสะพรึงกลัว ที่คุณอาจต้องเผชิญ ซึ่งอาจจะมาก่อนอายุ 60 ปีด้วยซ้ำไป

แต่ถ้าคุณไม่สนใจที่จะหาคำตอบให้ตนเอง คิดว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ข่าวสุขภาพ เกิดมาแล้วก็ต้องเจ็บต้องตายเป็นเรื่องธรรมดา ถึงเวลาก็ตายเอง นั่นแสดงว่า คุณยอมแพ้ที่จะปักหมุดชีวิต เพื่อลิขิตหรือกำหนดสุขภาพให้ตนเอง ปล่อยให้เป็นเรื่องชะตากรรมกำหนดชีวิต ถ้าคุณคิดเช่นนี้ ไม่มีประโยชน์อันใดที่คุณจะอ่านบทความนี้อีกต่อไป ขอแนะให้คุณหยุดอ่านตั้งแต่บรรทัดนี้จะได้ไม่เสียเวลา” ดร.สง่ากล่าว ที่ปรึกษากรมอนามัยกล่าวว่า เมื่อปักหมุดชีวิตได้แล้ว จงประเมินสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของตนเองแบบซื่อสัตย์ ด้วยการถามตนเอง ในรอบ 365 วัน หรือในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ตัวเองป่วยเป็นโควิด-19 กี่ครั้ง ไปหาหมอ และกินยารักษาการเจ็บป่วยด้วยโรคอื่นๆ บ่อยเพียงใด ใช้เงินและเสียเวลากับการเจ็บป่วยมากหรือไม่ ตรวจสุขภาพประจำปีบ้างหรือเปล่า อ้วนขึ้นหรือไม่ ได้ออกกำลังกายสัปดาห์ละกี่ครั้ง นอนหลับพักผ่อนเพียงพอหรือไม่ มีความเครียดกับชีวิตตลอดเวลาใช่หรือไม่ หลงใหลกับความสุขที่ได้จากการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า อย่างนั้นหรือ กินอาหารตามใจปากตลอดเวลา กินหวานมันเค็มมากไป กินผักผลไม้น้อยมากใช่หรือไม่ “จงตอบตัวเองอย่างซื่อสัตย์ และยอมรับความจริง หมดเวลาที่จะหลอกตัวเองอีกต่อไป แล้วนำเอาพฤติกรรมสุขภาพที่ทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำมาวิเคราะห์หาเหตุผลว่า ทำไมเราจึงไม่ได้ทำ” ดร.สง่ากล่าวทั้งนี้ ดร.สง่าบอกว่า จากงานวิจัยหลาย ๆ ชิ้น ค้นพบว่า คนที่ไม่ใส่ใจสุขภาพ มักจะเป็นคนที่ไม่ให้ความสำคัญ หรือขาดความตระหนักเกี่ยวกับสุขภาพ ขาดการวางแผนชีวิต ไม่มีเป้าหมาย ยกข้ออ้างสารพัดโดยเฉพาะงานยุ่ง ไม่มีเวลา ทุ่มเทเวลาให้กับงานได้ แต่ไม่ใส่ใจที่จะแบ่งเวลามาดูแลสุขภาพ ประกอบกับการไม่สนใจที่จะฝักใฝ่หาความรู้การดูแลสุขภาพ ในที่สุด ก็เป็นความคุ้นชินจนเป็นนิสัย กลับกลายเป็นคนไร้หมุดหมายในชีวิต มีวิถีที่เลื่อนลอย หรืออยู่ไปวัน ๆ“เมื่อคุณค้นหาเหตุที่ทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำพบแล้ว จงนำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาใช้ ที่ท่านสอนไว้ว่า เมื่อความทุกข์เกิดจากเหตุ จงหาเหตุแห่งทุกข์ให้พบ แล้วใช้ปัญญาไปดับเหตุ ทุกข์นั้นจะมลายไป ด้วยการตั้งสติ แล้วจะเกิดปัญญาการหาทางออก เพื่อก้าวข้ามสิ่งที่เป็นเหตุที่ทำให้เราทำไม่ได้ โดยการนำหมุดหมายชีวิตและภาพแห่งอนาคตมาเป็นแรงบันดาลใจ ให้วางแผนบริหารจัดการวิถีชีวิตใหม่ เริ่มให้ได้ตั้งแต่ขึ้นปีใหม่ 2566 เหตุที่ไม่ได้ออกกำลังกาย เพราะไม่มีเวลา ยุ่งอยู่กับงาน ขี้เกียจ เริ่มจากการนำแรงบันดาลใจไปฝืนตนเอง ออกไปเดินวันละ 10-15 นาทีก่อน

แนะนำข่าวสุขภาพ อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กเลย : กรมวิทย์ เผย ตรวจพบเดลตาครอน รายแรกของไทย โอมิครอน BA.2.75

 

กรมวิทย์ เผย ตรวจพบเดลตาครอน รายแรกของไทย โอมิครอน BA.2.75

กรมวิทย์ เผย ตรวจพบเดลตาครอน รายแรกของไทย โอมิครอน BA.2.75 และลูกหลาน มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

สุขภาพ เน้นย้ำ ยังไม่พบสัญญาณความรุนแรงของเชื้อที่กลายพันธุ์กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้ข้อมูลว่า จากผลการตรวจเฝ้าระวังแบบ SNP/Deletion ด้วยวิธี RT-PCR เพื่อติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดภายในประเทศ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา (19 – 25 พฤศจิกายน 2565) จำนวน 299 ราย พบว่า ในภาพรวม สัดส่วนของสายพันธุ์ BA.2.75 เพิ่มขึ้นเป็น 63.3% จากสัปดาห์ก่อนที่มีสัดส่วน 42.9% และเมื่อแยกตามกลุ่ม พบว่า ส่วนใหญ่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ติดเชื้อในประเทศ จาก 23.2% เป็น 43.9% และล่าสุดเป็น 58.8% โอมิครอนสายพันธุ์ใหม่ อาจทดแทนสายพันธุ์เดิมที่กระจายในพื้นที่จากการถอดรหัสพันธุกรรมแบบทั้งตัว (Whole Genome Sequencing) ของตัวอย่างในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน พบสายพันธุ์ BA.2.75 และลูกหลานของ BA.2.75 เช่น BA.2.75.2, BA.2.75.5.1 (BN.1), BA.2.75.1.2 (BL.2) มากกว่า 468 ราย โดยพบว่า BN.1 และลูกหลาน มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นกว่าสัปดาห์ก่อน ถึง 4 เท่าตัว การเพิ่มจำนวนที่รวดเร็วของเชื้อโอมิครอนสายพันธุ์กลายพันธุ์มีความเป็นไปได้ของการเพิ่มจำนวนการติดเชื้อจนกระทั่งทดแทนสายพันธุ์เดิมที่กระจายอยู่ในพื้นที่ตรวจพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ เดลตาครอน ในประเทศ ผู้ป่วยได้รับการรักษาแล้วมีการตรวจพบผู้ติดเชื้อ โควิด-19 สายพันธุ์ XBB.1 จำนวน 4 ราย สายพันธุ์ BQ.1 จำนวน 7 ราย และมีการตรวจพบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์ XBC หรือ เดลตาครอน ในประเทศไทยแล้ว จำนวน 1 ราย ปัจจุบัน ผู้ป่วยได้รับการรักษาและหายเป็นปกติแล้ว ทั้งนี้ สายพันธุ์ XBC เป็นสายพันธุ์ลูกผสมของเดลตาและโอมิครอน BA.2 โดยข้อมูล ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2565 รายงานพบสายพันธุ์ XBC จากหลายประเทศบนฐานข้อมูลสากล GISAID จำนวน 153 ราย อย่างไรก็ตาม “ยังไม่พบสัญญาณความรุนแรงของเชื้อที่กลายพันธุ์ แต่อาจจะทำให้มีการแพร่และติดเชื้อง่ายขึ้น”

กรมวิทย์ เผย ตรวจพบเดลตาครอน รายแรกของไทย โอมิครอน BA.2.75

สถานการณ์ปัจจุบันของการระบาด โควิด-19 ทั่วโลก

BA.5 และสายพันธุ์ลูกหลาน ยังคงเป็นสายพันธุ์ที่พบมากทั่วโลก คิดเป็น 72.1% BA.4 และสายพันธุ์ลูกหลาน ลดจากสัปดาห์ก่อนจาก 3.6% เป็น 3.0% BA.2 และสายพันธุ์ลูกหลาน คิดเป็น 9.2% เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน BA.1 และสายพันธุ์ลูกหลาน พบน้อยกว่า 1% BQ.1 และสายพันธุ์ลูกหลาน พบเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน (จาก 19.1% พบเพิ่มเป็น 23.1%) XBB (สายพันธุ์ลูกผสมของ BA.2.10.1 และ BA.2.75) และสายพันธุ์ลูกหลาน พบเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน (จาก 2.0% พบเพิ่มเป็น 3.3%) มาตรการส่วนบุคคล รับวัคซีนเข็มกระตุ้น ยังเป็นสิ่งจำเป็นกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมกับเครือข่าย ยังคงเฝ้าระวังติดตามการกลายพันธุ์ของเชื้อโควิด 19 และเผยแพร่ บนฐานข้อมูลสากล GISAID อย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามผลกระทบจากสายพันธุ์ย่อย ข่าวสุขภาพ ของสายพันธุ์น่ากังวล ในช่วงเวลานี้ มาตรการส่วนบุคคลเพื่อป้องกันการรับเชื้อ-ลดการแพร่ระบาดของเชื้อ ได้แก่ การสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือด้วยสบู่และน้ำ หรือแอลกอฮอล​์ ยังเป็นสิ่งจำเป็น รวมถึงการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น สามารถลดความรุนแรงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่ม 608 และลูกหลาน มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เน้นย้ำ ยังไม่พบสัญญาณความรุนแรงของเชื้อที่กลายพันธุ์

โรคลมชักในเด็กกับการรักษาด้วย ‘กัญชา’

อธิบดีกรมการแพทย์เผยผลสำรวจผู้ป่วยโรคลมชักรักษายาก ทดลองใช้สารสกัดกัญชาซีบีดีสูงเป็นระยะเวลา 12 เดือน จำนวน 14 ราย พบว่า มีอาการชักรุนแรงลดลง 7 ราย สอดคล้องกับผลการวิจัยในต่างประเทศ สารสกัดกัญชาซีบีดี สามารถรักษาผู้ป่วยโรคลมชักชนิดรุนแรงในเด็กให้ลดลงได้ แต่ก็ยังมีผลข้างเคียงมากเช่นกัน

สุขภาพ นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า การใช้สารสกัดกัญชาในการรักษาโรคลมชักมีมานาน ในบางประเทศอนุญาตให้ใช้เป็นยาได้ แต่ในหลายประเทศยังเป็นสิ่งผิดกฎหมาย การศึกษาระยะแรกไม่มีการควบคุมขนาดของยาที่ชัดเจนพบว่าได้ผลในผู้ป่วยโรคลมชักบางราย ในปี พ.ศ. 2560 ในต่างประเทศได้ทำการศึกษาวิจัยแบบสุ่มเปรียบเทียบสารสกัดกัญชาซีบีดีกับยาหลอกพบว่าสารสกัดกัญชาซีบีดีสามารถรักษาผู้ป่วยโรคลมชักที่รุนแรงรักษายากในเด็กโดยลดชักชนิดรุนแรง แต่ก็ยังมีผลข้างเคียงมากเช่นกันส่วนประเทศไทย ปี พ.ศ. 2562 มีการประกาศใช้กฎหมายให้สามารถนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ภายใต้รูปแบบพิเศษในการเข้าถึงยา โดยสถาบันประสาทวิทยาและสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ได้ทำการศึกษาวิจัยติดตามผู้ป่วยโรคลมชักรักษายากในเด็กที่ได้สารสกัดกัญชาซีบีดีสูง ร่วมกับยากันชักหลายชนิด เป็นระยะเวลา 12 เดือน จำนวน 14 ราย พบว่าจำนวนผู้ป่วยมีอาการชักรุนแรงลดลง 7 ราย คิดเป็นร้อยละ 50 พบผลข้างเคียงทุกราย ส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและมักเกิดในช่วง 3 เดือนแรก โดยเฉพาะเมื่อได้รับสารสกัดกัญชาในขนาดสูง ซึ่งพบผู้ป่วย 4 ราย ที่ต้องหยุดยาเนื่องจากชักมากขึ้น จึงสรุปได้ว่าสารสกัดกัญชาชนิดซีบีดีสูงมีประสิทธิผลในการรักษาโรคลมชักรักษายาก ในเด็กไทยพบผลข้างเคียงส่วนใหญ่ไม่รุนแรง โดยเริ่มยาขนาดต่ำและเฝ้าระวังผลข้างเคียงที่รุนแรงในช่วง 3 เดือนแรก

โรคลมชักในเด็กกับการรักษาด้วย กัญชา

นพ.ธนินทร์ เวชชาภินันท์ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวว่า กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขเห็นความสำคัญของการใช้สารสกัดกัญชาชนิดซีบีดีสูงในการรักษาโรคลมชักรักษายากในเด็ก

จากผลการศึกษาครั้งแรกในประเทศไทย โดย 2 สถาบันของกรมการแพทย์ พบว่ามีประสิทธิผล ลดชักได้ ทำให้เพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวที่ต้องดูแลอาการชักที่รุนแรงตลอดเวลา และเป็นการสนับสนุนการใช้ยาที่พัฒนาจากสมุนไพรที่ผลิตในประเทศตามนโยบายของรัฐบาล และช่วยลดค่าใช้จ่ายของประเทศไทยในการนำเข้ายาจากต่างประเทศ กรมการแพทย์จึงได้เสนอสารสกัดกัญชาชนิดซีบีดีสูง ในการรักษาโรคลมชักรักษายากในเด็ก เข้าบัญชียาหลักแห่งชาติ ด้านสมุนไพร และได้รับอนุมัติบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร บัญชี 3 สามารถเบิกจ่ายในสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อเพิ่มการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยกลุ่มนี้ และดูแลอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์เฉพาะทางในประเทศไทยผู้ป่วยโรคลมชักรักษายากในเด็กอยู่ในความดูแลของกุมารแพทย์ประสาทวิทยา กรมการแพทย์ จึงได้ร่วมกับสมาคมกุมารประสาทวิทยา (ประเทศไทย) ข่าวสุขภาพ จัดทำโครงการติดตามผลการรักษาผู้ป่วยโรคลมชักรักษายาก ในเด็กที่ใช้สารสกัดกัญชาชนิดซีบีดีสูงทั่วประเทศ เพื่อให้การใช้สารสกัดกัญชาชนิดซีบีดีสูงที่ผลิตในประเทศมีความปลอดภัย มีประสิทธิผลเชื่อถือได้ และนำไปสู่การเสนอเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร บัญชี 1 ในปี พ.ศ. 2567 ต่อไป

แนะนำข่าวสุขภาพ อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กเลย : “อนุทิน”ร่วมพิธีแสดงสัตยาบันเข้าร่วม IVI ส่งผู้เชี่ยวชาญเรียนรู้วัคซีน

“อนุทิน”ร่วมพิธีแสดงสัตยาบันเข้าร่วม IVI ส่งผู้เชี่ยวชาญเรียนรู้วัคซีน

“อนุทิน” ร่วมพิธีการแสดงคำรับรองร่วม IVI ส่งผู้ชำนาญศึกษาวัคซีนทุก 3 เดือน พร้อมเซ็นชื่อร่วมประเทศเกาหลี ช่วยเหลือสุขภาพดิจิทัล

สุขภาพ22-10-65

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมทั้ง นพ.โอภาส การย์กวินโคตร ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ รวมทั้งคณะผู้แทนเมืองไทย ร่วมพิธีการแสดงคำมั่นกับสถาบันวัคซีนนานาประเทศ (IVI) “Thailand-IVI Ratification Ceremony” พร้อมยินดีเนื่องในวาระครบรอบ 25 ปีของการจัดตั้ง IVI และก็ร่วมพิธีการเปิด World Bio Summit 2022 ที่จัดขึ้นเพื่อระดมความร่วมแรงร่วมมือจากนานาประเทศ สำหรับการสร้าง “อนาคตของวัคซีนแล้วก็ชีวอนามัย” ยิ่งไปกว่านี้ ยังได้ปรึกษาขอคำแนะนำทวิภาคีระหว่างไทยแล้วก็สาธารณรัฐประเทศเกาหลี โดยมีการลงชื่อบันทึกความรู้ความเข้าใจระหว่างกระทรวงสาธารณสุขไทยกับกระทรวงสาธารณสุขแล้วก็ผลประโยชน์ที่สาธารณรัฐประเทศเกาหลี

นายอนุทิน พูดว่า สถาบันวัคซีนนานาประเทศ (IVI) เป็นหน่วยงานระดับนานาชาติด้านวัคซีน ตั้งเมื่อ พุทธศักราช 2540 เพื่อปรับปรุงแล้วก็ส่งวัคซีนที่ปลอดภัยและก็มีคุณภาพ ราคาถูกสำหรับประเทศด้อยพัฒนาทั้งโลก เวลาที่เมืองไทยมีการจัดตั้งสถาบันวัคซีนแห่งชาติ เมื่อ พุทธศักราช 2555 ก่อนที่จะมีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติความยั่งยืนและมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พุทธศักราช 2561 อย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างเสริมองค์ประกอบเบื้องต้นของวัคซีน ให้มีความพร้อมเพรียงจัดการกับโรคระบาดในอนาคต ในนามของรัฐบาลไทยจำเป็นต้องขอขอบคุณมาก IVI ที่จัดพิธีการแสดงคำมั่นของการที่เมืองไทยร่วมเป็นพรรค (State Party) ของ IVI ซึ่งจะก่อให้มีการช่วยเหลือความร่วมแรงร่วมใจ สำหรับเพื่อการวิจัยและพัฒนาวัคซีนต่างๆรวมทั้งการพัฒนาเจ้าหน้าที่ด้านวัคซีน โดยปีนี้สถาบันวัคซีนแห่งชาติบรรลุกติกากับทาง IVI สำหรับในการเปลี่ยนข้อมูลรวมทั้งส่งพนักงานผู้ชำนาญของสถาบันฯ ปริมาณ 3 คนไปทำความเข้าใจรวมทั้งส่งผลให้เกิดโครงข่ายการทำงานด้วยกัน