บริษัทญี่ปุ่นทยอยลดพึ่งพาจีน แนวคิด zero-China จะเป็นไปได้จริงหรือ

บริษัทญี่ปุ่นทยอยลดพึ่งพาจีน แนวคิด zero-China จะเป็นไปได้จริงหรือ

ประเด็นข่าวธุรกิจ-เศรษฐกิจต่างประเทศที่หลายคนผ่านหูผ่านตาในช่วงนี้ หนึ่งในนั้นคงเป็นกรณีข่าวที่ว่าบริษัทญี่ปุ่นหลายราย

เริ่มหันมาสร้างซัพพลายเชนของตัวเองมากขึ้น ธุรกิจ ย้ายฐานการผลิตกลับญี่ปุ่นหรือไปประเทศอื่น ลดการพึ่งพาจีนจนสื่อบางสำนักถึงขั้นตั้งคำถามว่า บริษัทญี่ปุ่นเหล่านี้กำลังเตรียมตัวไปสู่แนวทาง zero-China หรือเลิกพึ่งพาจีนให้ได้อยู่หรือเปล่า? เกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 และอันดับ 3 ของโลก? และแนวทาง zero-China จะเกิดขึ้นได้จริงหรือ? TODAY Bizview ชวนวิเคราะห์ไปด้วยกัน [ โบกมือลาแดนมังกร ] ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปลายเดือน ต.ค. 2022 สำนักข่าวชื่อดังของญี่ปุ่นอย่าง Nikkei Asia รายงานว่าบริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งเริ่มหาทางสร้างซัพพลายเชนของตัวเอง ลดการพึ่งพาจีนลง ตัวอย่างก็คือค่ายรถอย่าง Honda ที่แม้จะมียอดขายในจีนคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 30% ของยอดขายรวมทั่วโลก แต่เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา Honda ก็ปรับโครงสร้างแผนงานของโปรเจ็กต์ลับในจีน โดยบอกว่าจะเลือกใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในจีนให้น้อยที่สุด และกำลังเร่งประเมินค่าใช้จ่ายในการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในภูมิภาคอื่น เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมากกว่าแค่ไม่ใช่ชิ้นส่วนที่ผลิตในจีน แต่บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งเริ่มมีแนวคิดย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเลยด้วยซ้ำ โดยมีทั้งย้ายไปอาเซียน และกลับบ้านเกิดในญี่ปุ่น ยกตัวอย่างคือ บริษัท Iris Ohyama ที่ผลิตสินค้าใช้ในครัวเรือน ก็บอกว่าจะย้ายการผลิตสินค้าพลาสติกประมาณ 50 รายการที่ผลิตในจีน กลับมาผลิตในโรงงานที่ญี่ปุ่น เพราะการผลิตในประเทศช่วยลดต้นทุนได้มากถึง 20% บริษัทผู้ผลิตเครื่องนุ่งห่ม World Co. ก็หันมาเพิ่มกำลังการผลิตในโรงงานในเมืองโอกายามะและเมืองอื่นๆ เพื่อป้อนตลาดในประเทศ หลังบริษัทเจอปัญหาการนำเข้าจากต่างประเทศเนื่องจากการล็อกดาวน์หรืออีกบริษัทคือ JVC Kenwood ที่จะโอนการผลิตระบบนำทางรถยนต์จากอินโดนีเซียและจีนกลับมาญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตในโรงงานของบริษัทที่เมืองอินะเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า[ การเมือง-โควิด-ค่าเงิน สารพัดปัญหากระทบบริษัทญี่ปุ่น ]

บริษัทญี่ปุ่นทยอยลดพึ่งพาจีน แนวคิด zero-China จะเป็นไปได้จริงหรือ

ถามว่าทำไมบริษัทญี่ปุ่นเริ่มหาทางที่จะลดพึ่งพาจีน เรื่องนี้มีสาเหตุหลักๆ 3 ข้อด้วยกัน คือ

1.ปัญหาการระบาดของโควิด-19 กระทบซัพพลายเชน อย่างที่หลายคนทราบดีว่า นโยบายที่จีนนำ ข่าวธุรกิจ มาใช้ควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ก็คือ zero-Covid หรือโควิดเป็นศูนย์ ซึ่งจีนก็ดำเนินนโยบายนี้อย่างเข้มงวด ทำให้เกิดการล็อกดาวน์ในเมืองต่างๆ ที่พบผู้ติดเชื้อ มีการกักกันและจำกัดการเดินทาง มีการปิดท่าเรือและโรงงานสำคัญ ซึ่งนั่นล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดการชะงักงันของระบบซัพพลายเชน วัตถุดิบไม่สามารถส่งไปที่โรงงานผลิต หรือชิ้นส่วนจากโรงงานหนึ่งไม่สามารถส่งต่อไปยังโรงงานประกอบได้ ส่งผลกระทบกับบริษัทต่างๆ ทำให้ไม่สามารถผลิตโปรดักต์ออกมาได้นั่นเอง

2.ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงหนักข่าวคราวที่เราเห็นในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ คือสถานการณ์ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงหนัก โดยในช่วงกลางเดือนตุลาคม เงินเยนนั้นอ่อนค่าลงมากสุดในรอบ 32 ปี โดยอยู่ที่ราวๆ 148 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสาเหตุหลักๆ มาจากการดำเนินนโยบายทางการเงินที่สวนทางกันระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นกล่าวคือ ญี่ปุ่นดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลาย รักษาอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนสหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อ ทำให้ผลตอบแทนในการฝากเงินและลงทุนในสินทรัพย์สหรัฐฯ ปรับเพิ่มสูงขึ้นซึ่งนั่นก็ส่งผลให้นักลงทุนเทขายเงินเยนและไปลงทุนดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากผลตอบแทนดีกว่า ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงนี้เองที่ไม่ส่งผลดีต่อบริษัทญี่ปุ่นที่มีฐานการผลิตในต่างประเทศ เพราะต้องแบกรับต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นแต่เงินเยนอ่อนค่านี้ส่งผลดีกับการส่งออกของญี่ปุ่น ทำให้สามารถแข่งขันได้เพิ่มขึ้นในต่างประเทศ ส่งผลให้บริษัทญี่ปุ่นบางรายพลิกวิกฤตค่าเงินอ่อนตัวให้กลายเป็นโอกาสขึ้นมานั่นเอง

3.การเมืองระหว่างจีนและญี่ปุ่นแม้สัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและญี่ปุ่นจะแน่นแฟ้นมานานหลายปี แต่ในมุมการเมืองแล้วนั้น ญี่ปุ่นกับจีนก็ไม่ค่อยจะลงรอยกันสักเท่าไหร่นัก ทั้งจากประเด็นสงครามจีน-ญี่ปุ่นในอดีตช่วงทศวรรษที่ 1930, ปัญหากรณีข้อพิพาทเรื่องดินแดนเกาะ Sensaku ที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญนอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเรียกได้ว่าเป็นพันธมิตรระดับสูงของสหรัฐฯ ที่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ยังเพิ่มสูงขึ้นจากกรณีของไต้หวัน ส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องดำเนินมาตรการเพื่อตอบโต้ที่เห็นชัดเจนคือในปี 2020 ที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศมาตรการให้เงินอุดหนุนแก่ 87 บริษัท เพื่อย้ายฐานการผลิตออกจากจีนกลับมายังญี่ปุ่น หรือย้ายไปประเทศอาเซียน รวมแล้วเป็นเม็ดเงินกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์ [ ญี่ปุ่นจะเลิกพึ่งพาจีนได้จริงหรือ? ]แม้มีหลายปัจจัยที่ทำให้การพึ่งพาจีนให้น้อยลงอาจส่งผลบวกกับบริษัทญี่ปุ่นมากกว่า แต่ถ้าถามว่าบริษัทญี่ปุ่นจะเลิกพึ่งพาจีนได้แบบถาวรเลยหรือไม่

คำตอบคือ “เป็นไปได้ยากมาก” สาเหตุสำคัญมาจากการที่จีนและญี่ปุ่นตกอยู่ในความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนพอสมควร โดยตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 2000 มีวลีที่เรียกความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นว่า “Hot economics, cold politics” หรือถ้าจะพูดง่ายๆ ก็ออกแนวตบจูบกล่าวคือ ตั้งแต่จีนและญี่ปุ่นลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพตั้งแต่ปี 1952 สถานการณ์ทางการเมืองและการทูตระหว่างสองประเทศมหาอำนาจนี้ไม่ได้ดีขึ้นแถมยังแย่ลงด้วยซ้ำแต่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกลับแน่นแฟ้น มีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย จนยากที่จะแยกออกจากกันได้ และถ้าดูจริงๆ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและญี่ปุ่นนั้นยิ่งนับวันก็ยิ่งดูแข็งแกร่งขึ้นด้วยซ้ำ เพราะในปี 2020 ที่แม้จะมีโควิดระบาด การค้าขายระหว่างประเทศของญี่ปุ่นนั้นมี ‘จีน’ ครองส่วนแบ่งมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ทั้งการนำเข้าและส่งออก โดยสัดส่วนการนำเข้าจากจีนนั้นเท่ากับระดับในปี 2016 ที่ 25.8% เลยทีเดียวนอกจากนี้ ในปี 2020 ก็เป็นครั้งแรกในรอบสองปีที่จีนแซงหน้าสหรัฐฯ ขึ้นเป็นผู้นำเข้าสินค้าญี่ปุ่นเป็นอันดับหนึ่ง และในไตรมาสแรกของปี 2022 การนำเข้าสินค้าญี่ปุ่นของจีนก็ทำสถิติสูงสุดด้วยรวมถึงจีนก็ยังคงรั้งแชมป์ประเทศที่ญี่ปุ่นนำเข้าสินค้ามากเป็นอันดับ 1 ด้วย โดยจีนครองสัดส่วน 26% รองลงมาคือสหรัฐฯ 19% และเยอรมนี 11%และแม้บริษัทญี่ปุ่นจะเจอกับความเสียหายจากเรื่องซัพพลายเชนหยุดชะงัก

แนะนำข่าวธุรกิจ อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กเลย : ลงทะเบียนคนละครึ่งเฟส 5 เหลือสิทธิเป็นล้าน ยังสมัครได้จนถึงวันที่ 1 ต.ค. 65